วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แวะมาเยี่ยมเยียนบล็อกตัวเอง

อุ๊ย จะสองทุ่มแล้ว
หลังจากไม่ได้เข้าบล็อกแห่งนี้มานานนับปี วันนี้ได้ฤกษ์เข้าโรงน้ำชาเลยคลิกลิงค์เข้ามาเจอ
น่าแปลกใจที่ยังจำอีเมล์กับรหัสผ่านได้ด้วย เหอ ๆ

เวลาที่ผ่านไป ได้สอนอะไรให้แก่เราหลาย ๆ อย่าง ชีวิตได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมามากมาย ทั้งสุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ ปะปนกันไป เรารู้สึกโตขึ้น แต่โตมาพร้อมกับอารมณ์ที่อยากเก็บอดีตส่วนนั้นไว้ ณ เบื้องลึกของหัวใจ จับความทรงจำร้าย ๆ เหล่านั้นใส่หีบลั่นกุญแจไว้แล้วถ่วงน้ำ cerebrospinal fluid ให้ไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ก็ตาม

แต่สิ่งที่รู้สึกได้คือ การใช้ภาษาของเราแย่ลงมาก ๆ - -"
ต้องทำใจ

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550

ของฝากจากญี่ปุ่น

สวัสดีค่ะ~
พ่อเพิ่งไปญี่ปุ่นกลับมา ได้ของมาหลายอย่างเลย

[คั่นรายการด้วยข่าวด่วน... พุธ 12 ก.ย.~โคนันเล่ม 53 ภาษาไทยออกแล้วเน่อ~]

[EDITTED: 26 ก.ย. --- 18 ต.ค. เล่ม 59 ญี่ปุ่นออกน้อ]

รายการแรกที่บอกพ่อไปว่า ถ้าไม่ได้ไม่ให้กลับบ้าน!





















โคนันเล่ม 58 นั่นเอง






















รายการที่สอง...Kyoto Limited Edition ของคุกกี้โคนัน เพื่อนเราเคยซื้อมาฝากเมื่อปีกว่ามาแล้ว ที่จริงพ่อไปโอซาก้า เราก็สั่ง Osaka Limited Edition ไป แต่พอดูเว็บแมงกะพรุน (http://www.koware.net/) ปรากฏว่ามันเรียกว่า Kansai Limited Edition ซึ่ง...พ่อก็หาไม่เจออยู่ดี..ฮือ...คิดว่าเขาเลิกขายไปแล้ว โธ่ อุตส่าห์ลงแรงเขียนตัวคันจิไปเชียวนา... แปะลิ้งก์ให้ดูไส้ในและรายละเอียด --> http://photo.ringo.com/126/126176431RL195278553.jpg http://photo.ringo.com/126/126176524RL362435517.jpgoto.ringo.com/126/126176524RL362435517.jpg http://photo.ringo.com/126/126176850RL293557154.jpg
http://photo.ringo.com/126/126177124RL629490649.jpg29490649.jpg
แต่รูปพวกนี้เป็นของเก่าที่น้ำเอามาฝากเมื่อปีที่แล้ว

รูปเปรียบเทียบของน้ำ(กลายเป็นกล่องดินสอสะบักสะบอมไป 1 ปี) กับของพ่อ -->
















ซ้ายใหม่ ขวาเก่า แต่ดูในนี้ดูไม่ค่อยออกหรอก ว่ามั้ย?

รายการที่สาม...















Brilliant Cut อันนี้ด้วยราคาที่ทำให้เราต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะสั่งซื้อดีรึเปล่า แต่ด้วยเปิดหนังสือพิมพ์ดูอัตราแลกเปลี่ยนแล้วพบว่าบาทแข็ง เวลานี้จึงเหมาะที่สุดที่จะซื้อแล้ว ถ้าไม่ซื้อตอนนี้คงจะไม่ได้ซื้ออีก เลยใส่เข้าไปในรายการซื้อของด้วย พอพ่อซื้อได้ก็รีบโทร.มาพร้อมพูดว่า

"พ่อซื้อดีวีดีได้แล้วนะ...โคตรแพงเลย" เอิ๊ก พ่อพยายามซักว่ามันเกี่ยวกับโคนันยังไง ^ ^



ส่วนรายการสุดท้าย เกือบลืมสั่งไปแล้ว สะดุ้งตื่นมาตอนนอนไปแล้ว 10 นาที แหกขี้ตาขึ้นมาขี้เกียจดูว่าคันจิมันเขียนไง เขียนตัวคานะแบบหวัด ๆ +ภาวนาให้ชาวญี่ปุ่นอ่านออก แต่ถ้าเกิดว่าไม่ได้สั่งซื้อไปนี่ต้องรู้สึกแย่มาก ๆ เลย




















มันก็คือ โชเน็นซันเดย์!!! เแถมได้ตอนไฟล์ 621 ที่แสนจะ...สุดยอด (อยากรู้เนื้อหาดู entry ข้างล่าง ->บันไซ~เอย์สึเกะคุง) เผอิญยัดหน้าปกมันสแกนไม่ได้ ออกมาเบี้ยว ๆ เลยสแกนหน้าที่มีโคนันแทน


พ่อบอกว่าในโอซาก้า โคนันไม่ค่อยดังเท่าไหร่ แย่จัง สงสัยรัศมีเฮย์จิกลบมิด (เจ้าเน่อดำเหรอนะ...)

ของแถม...


Yatsuhashi (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่วิกี้ http://en.wikipedia.org/wiki/Yatsuhashi)






























กับของเล่นที่พ่อได้จากการเที่ยวงานวัด
(เป็น theme งานของการประชุมซักอย่างที่พ่อไป)




















ถามอาจารย์ชีวะว่า เจ้าตัวนี้คือไฟลั่มอะไร


อาจารย์เห็นคุกกี้บนกล่องก่อน เลยก็บอกว่า "ราเมือก slime mold เหมือนเลย" ...อะไรนะ!?


แล้วก็กลับมาดูกันว่าเจ้าตัวนั้นเป็น metameric segmentationรึเปล่า แล้วก็ระบุเจาะจงไปว่าเป็นแอนนีลิด (อาจารย์ชีวะน้อ...อาจารย์ชีวะ - -")
Hikaru

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2550

ง่วง เหงา เศร้า เฉา เซ็ง!

สวัสดี...(หาว) ค่ะ

ในที่สุดฮิคารุก็สอบเสร็จเสียที แต่เราไม่ได้รู้สึกสดชื่นดีใจเหมือนกับชาวบ้านเขาเล้ย... ตอนนี้รอเพื่อนออน MSN เพื่อคุยเรื่องโครงงานเลข -- black box ที่อาจารย์เพิ่งมาสั่งเอาบทคัดย่อสด ๆ ร้อน ๆ กะไม่ให้หนูได้พักเลยรึไงอาจารย์ขา

ง่วง...เมื่อคืนนอนดึกอ่านหนังสือสอบ สู้อุตส่าห์อัดโคนันไว้แล้วไม่ดู แถมตกดึกเกิดนอนไม่หลับ แล้วรุ่งขึ้นสอบก็ต้องตื่นแต่เช้า เลยนอนไม่พอ นอกจากนี้เราสันนิษฐานว่ากำลังถูก Protist กลุ่ม Euglenozoa ชื่อ Trypanosoma กัดกินร่างกายและสมองอยู่ (เพราะเจ้าบ้านี่มันอยู่ในแมลงเซตซีทำให้เกิดโรคเหงาหลับในแอฟริกา แต่รู้สึกในประเทศไทยมันก็แพร่หลายดีจังเลยนะ?) ...เฮ้อ สอบชีวะเสร็จไปสองสามสี่วันแล้วยังหลอนไม่หายเลยแฮ

เหงา...นัดเพื่อนไปกินไอติมฉลองสอบเสร็จ สุดท้ายมีเรากับอุ๋มไปกันสองคน แต่มันก็โรแมนติกดีเหมือนกันนะ ^ ^ กินกันอิ่มดี ที่สำคัญคือแม่เป็นคนเลี้ยง >.< ประหยัดตังค์ด้วย เฮ~

เศร้า...นัดตังเมไว้ ตังเมจะมาเที่ยวเตรียม ตังเมเกิดมาไม่ได้ ถึงตังเมมาได้ก็แทบไม่ได้เจออยู่ดี เพราะข้าพเจ้าเจอประชุมค่ายเลขเลิกเกือบ 5 โมง ปล่อยอุ๋มคอยเท้งเต้งอยู่เป็นนาน

เฉา...(จากข้างบน) แพลนจะทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง ทำข้อสอบสังคมก็ผิดไปข้อนึง...ถ้าผิดเยอะ ๆ จะไม่ว่าเลย นี่ผิดข้อเดียว เจ็บใจนัก (อดได้โล่~)

เซ็ง...จากทุกสาเหตุที่กล่าวมา ทำให้เรา ง่วง-เหงา-เฉา แล้วก็ เซ็ง ด้วยประการฉะนี้

อ๊ะ การ์ฟิวออนแล้ว ดีใจจริง อย่างน้อยก็หายเฉาขึ้นมานิดนึงแล้วเรา...

Hikaru

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2550

บันไซ~เอย์สึเกะคุง

ขอไม่พูดอะไรมาก

ถึงผู้ที่อ่านโคนัน รู้จักฮนโด เอย์สึเกะ และไม่เกรงกลัวต่อการเสียอรรถรสในการลุ้นเรื่องราวของเจ้าเด็กแว่น

http://www.cjrteashop.net/teashop/index.php?topic=243.0

เชิญยลตามอัธยาศัยค่ะ

Hikaru

ป.ล. ได้ Brilliant Cut ~Mai Kuraki Live & Document~ มาในครอบครองแล้ว ~~~~ รักพ่อที่สุด >w<

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2550

อิทัง เม สัพเพเปรตินัง โหนตุ...

สวัสดีค่ะ


เขาว่าคนเรามีร้อยแปดพันเก้าประเภท ส่วนใหญ่จะปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็มีมาก เราเองก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะปกตินัก


แต่ความไม่ปกติก็แต่ละคนนั้น ก็ไม่ควรสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น มิฉะนั้นสังคมจะดำรงอยู่เป็นสังคมได้อย่างไร


มีเพื่อนเราอยู่คนนึง เป็นผู้ชาย ชอบทำตัวลึกลับ ทัก MSN มาแล้วก็หลอกว่าตัวเองเป็นคนโน้นคนนี้ โดยอาศัยว่าตัวเองพิมพ์ภาษาไทยไม่ได้ แล้วเลยหลอกว่าเป็นชาวต่างชาติ/เด็กอินเตอร์ ฯลฯ


ตอนแรกเขาทำกับเพื่อนคนที่นั่งข้างหน้าเรา โดยหลอกว่าตัวเองเป็นเด็กผู้หญิงโรงเรียนร่วมฤดีชื่อ Nancy แล้วเพื่อนคนนั้นก็จับได้ พอเอามาล้อที่โรงเรียนก็โกรธใหญ่... เราก็ได้แต่ขำ ๆ และคิดว่าเจ้านี่ "จะหลอกก็หลอกให้เนียนหน่อยก็ไม่ได้"


เขาแอดเรามา แต่ไม่กล้าเล่นแบบนั้นกับเรา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด


ต่อมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่กำลังเรียนคอม เขาก็ทักเพื่อนที่นั่งใกล้ๆ เรา (จ๊อยท์) ตอนแรกจ๊อยท์ก็บอกว่า มีคนไทยหลอกเขาว่าเป็นคนอินเดีย มาทักเขา เขาจับได้เพราะว่าสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้เป็นแบบไทย เราก็เลยให้จ๊อยท์ตั้งคำถามไป แค่สองสามคำถามก็จนตรอก เราคิดว่า "โรคจิตจริง - -" "


พอมาสัปดาห์นี้ เขาทักเรามาล่ะ

เขาถามเราว่าเราชื่ออะไร เรารู้แล้วล่ะว่าเป็นคนคนเดียวกัน เราจำอีเมล์ได้

แต่ดูเหมือนเขาจะไม่รู้ว่าเราจำอีเมล์เขาได้


เขาก็หลอกว่าตัวเองเป็นคนแปลกหน้าอีกนั่นแหละ แกล้งทำซื่อมา ถามโน่นถามนี่ ทำฟอร์มว่าเป็นคนแปลกหน้าเต็มที่ และพยายามจะล้วงข้อมูลของเราให้ได้
ถึงเราจะรู้ว่าเขาอยู่ห้องเดียวกับเรา แต่เราก็ไม่เคยให้ข้อมูลเราแม้แต่ ชื่อ กับใครที่ไม่บอกว่าแอดเรามาจากไหน ดังนั้นเราเองก็ไม่บอกข้อมูลของเรา ดูเหมือนว่าเขาจะไม่พอใจเท่าไหร่

เราพยายามโต้ตอบไปกี่ทีก็รู้สึกว่าเขาจะไม่รู้สึกอะไร พยายามจะบอกเป็นนัย ๆ ว่า "เรารู้นะว่านายเป็นใคร" แต่เขาก็ดูจะสนุกสนานดี

เราทนไม่ไหว คนแบบนี้มีในโลกด้วยเหรอ ก็เลย block และ delete ไป ถึงจะเป็นเพื่อนร่วมห้องแต่แบบนี้เอาไว้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน


ทำไมเขาถึงชอบทำอย่างนี้นะ?


เขาอยู่โรงเรียนชั้นนำของประเทศไทย และถือได้ว่าผลการเรียนก็ไม่ได้ย่ำแย่

ถ้าอนาคตของชาติแบบนี้เติบโตขึ้นไป สมมติว่าเป็นหมอ หมอแบบนี้หรือที่จะรักษาคนไข้ หรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ คนแบบนี้น่ะหรือที่จะคิดอะไรที่มันเกิดประโยชน์แก่โลก?

หรือก็จะกลายเป็นคนโรคจิตที่ขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์บ่อย ๆ

การที่เขาทำอย่างนี้ อาจจะเป็นเพราะเขาไม่กล้าเปิดเผยตัวเอง แต่การเลือกที่จะหลอกลวงคนอื่นแบบนี้ล่ะก็...What a coward!!



มิตรภาพในโลกไซเบอร์เกิดขึ้นได้ถ้าเรามีความจริงใจ...ประโยคนี้เราเคยอ่านจากไดอารี่ของคนที่เราเคารพคนหนึ่ง เรารู้จักเขาจากโลกไซเบอร์ และได้พบตัวจริงกันแล้ว เรารู้จักกันและเสริมสร้างมิตรภาพกันได้เพราะว่าเรามีความจริงใจให้กันและกัน เขาทำให้เรามองเห็นข้อดีในโลกไซเบอร์มากขึ้น



แต่เพื่อนคนนี้ ทำให้เรารู้ว่า ในโลกไซเบอร์ก็ยังมีคนช่างหลอกลวง คนไร้ความจริงใจอยู่เช่นกัน ดังนั้นโลกเล็ก ๆ ใบนี้ก็ยังมีอันตรายอยู่ไม่น้อย

ตอนนี้เขายังเด็ก เขายังหลอกลวงเพื่อน ๆ ในห้องของเขาถึงขนาดนี้ ถ้าหากเขามีพัฒนาการที่สูงขึ้นไปตามวัย จะเกิดอะไรขึ้น...กรณีหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ตก็ยังคงมีต่อ ๆ ไป ไม่มีทางหมดไปได้


ก็ได้แต่ สัพเพสัตตา อเวรา อะนีฆา อพยาปัชฌา สุขีอัตตานังปริหะรันตุ แผ่เมตตาให้เขาได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่านี้ล่ะค่ะ

และทิ้งท้าย อิทัง เม สัพเพเปรตินัง โหนตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเปรโต (หลัง ๆ นี่มั่วเอานะ >.<)



Hikaru

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2550

ไพ่กับการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์

สวัสดีค่ะ

เมื่ออาทิตย์ก่อนไปค่ายมา ที่โรงเรียนเรียกกันย่อ ๆ ว่า "ค่ายผู้นำ" หรือ TULC (เพิ่งรู้เจ้าตัวย่อนี่จากบอมบ์) เป็นค่ายที่ สำหรับเด็กม.4 จะออกแนวต้องบังคับขู่เข็ญถึงจะไป



ขาไป ทั้งคันรถพูดได้เลยว่าเราไม่มีเพื่อนเลยสักคน ส่วนคนรู้จักมีอยู่ 2-3 คน เห็นหน้าหนุงหนิงที่เคยแต่เจอ ไม่เคยคุย ว่าอยู่รถคันเดียวกันก็ดีใจจนแทบลมจับแล้ว



ตอนเด็ก ๆ เราเป็นคนชอบเข้ากับคน ชอบทำความรู้จักกับคน แต่พอโตขึ้นๆ เหมือนเราจะสามารถสร้างกำแพงหนา ๆ ให้ตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัวได้ ถ้าไม่ใช่ว่าจำเป็นจำต้องปะหน้ากันไปอีกนานจริง ๆ เราไม่เคยชวนใครคุยก่อนทั้งสิ้น



งานนี้เราจึงเตรียมหนังสือไปเล่มหนา ๆ เล่มนึง กับการบ้านพีชคณิตบูลีน กะว่านั่งรถไปกลับ 4 ชั่วโมง จะได้มีอะไรทำ ถ้าไม่กลัวไอป๊อดหายก็คงหยิบติดมือมาบนรถด้วยล่ะ



แต่ว่ากิจกรรมที่ผู้คนบนรถนี้ทำอย่างแรกคือ ถามชื่อเสียงของคนที่นั่งใกล้ๆ โดยเฉพาะเจ้าหนุงหนิงข้างตัวเรานี่แหละ ถามจนได้เกือบครึ่งคันได้มั้ง เราก็ได้แต่นั่งมอง ...คนที่นั่งข้างหลังเราเขารู้จักเรามาก่อนด้วยล่ะ (หันไปบอกหนิงที่นั่งอึ้งว่า "คนมันดัง ^ ^/~)



เรานั่งทำกิจกรรมตามพี่แหวนประธานนักเรียนที่เป็นผู้นันทนาการ และผู้นัดแนะกำหนดการที่ค่าย จนกระทั่งพี่แหวนหมดมุก ปล่อยพวกเราพักผ่อน



แล้วพี่กิ๊ฟก็ชวนเล่นคิลเลอร์ ตอนแรกเราก็นั่งดู ดูได้ตาเดียวเอง...

ประชาชีขอเล่นคิลเล่อร์เพิ่มขึ้น...จาก 5 คนเป็น 10 คน

เล่นไปก็ฮาไป ตำรวจจับโจร โจรฆ่าพีเพิล พีเพิลฆ่ากันเองมั่วไปหมด



เล่นกันจนถึงรีสอร์ท ถึงได้สลายวง



แต่ขากลับมา หลังจากนั่งเล่นคิลเล่อร์ (มีคนเล่น 14 คน) เล่นสลาฟ ต่อเพลงมาจนเหนื่อยหอบ แวะซื้อของฝากเสร็จกลับขึ้นมา



อิกลุ่มนี้นั่งจับกลุ่มเม้าท์กระจาย จากเพชรบุรีถึงกรุงเทพฯแล้วยังนัดจะไปต่อกันที่โรงอาหาร ^ ^



บนรถคนนั้น เรารับประกันว่ามีคนที่มีบุคลิก(ภายนอก)เงียบ ๆ อย่างเราไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสี่ แต่ดูทว่า"ไพ่"ทำให้ทุกคนเปิดตัวเองมากขึ้น หรืออาจจะเป็นเพราะตัวค่ายที่ทำให้พวกเราสนิทสนมกันมากขึ้นด้วย



ทั้งนี้ทั้งนั้น การเล่นไพ่ต้องไม่พนันนะจ๊ะ



Hikaru







วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2550

วันไหว้ครู

สวัสดีค่ะ
...คาบคอมเวียนมาอีกครั้ง... เป็นวิชาที่บรรดานักเรียนตั้งใจเรียนกันอย่างน่าประหลาด และก็เป็นวิชาที่มีเวลาให้เราอัพบล็อกด้วย (อาจารย์ให้ทำบล็อกเป็นคะแนนเก็บ For2 เลยเอาอันนี้ส่งเลย เพียงแต่ถ้าอาจารย์มาอ่านแล้วคงอนาถใจกับความ...ผิดมนุษย์...ของเรา...ฮ่า)

เมื่อวันพฤหัสที่แล้วเป็นวันไหว้ครูของโรงเรียนเก่า เป็นวันที่เรากับเพื่อน ๆ วางแผนกันมาตั้งแต่เปิดเทอมแล้วว่าจะลาเรียนกลับไปไหว้ครูแน่ ๆ เพราะโรงเรียนใหม่และเก่านั้นอยู่ติดกัน ไม่มีรั้วกั้นในบางส่วน แม้จะไม่มีคำเชิญก็ตาม ใช่ว่าการที่เราออกมาจากโรงเรียนเดิมมานั้นทำให้เราต้องตัดขาดจากสถานที่แห่งความทรงจำนั่นสักหน่อย (สุดท้ายเราก็ได้รับคำเชิญอย่างเป็นทางการไปรับรางวัลนะ ^ ^)

เรากะจะไปโรงเรียนแต่เช้า แต่พอเอาเข้าจริงมันก็ไม่เช้าสักเท่าไหร่ กำลังนอนอยู่เป็นสุขในรถโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นตั้มโทร.มาถามว่าอยู่ไหน เรานับถือที่ทุก ๆ คนสามารถขุดนิสัยตื่นเช้าสมัยอยู่ปทุมวันมาใช้ได้ แต่สำหรับเรามันไม่ได้แล้วน่ะซี พอถึงโรงเรียนเราเอากระเป๋าไปเก็บไว้ที่ห้องก่อน หอบถุงใส่พวงมาลัยมาใหญ่โต แต่คนไม่ยักมองแฮะ ตอนแรกอุตส่าห์จะไปจองให้ร้านดอกไม้ร้อยพวงมาลัยดอกไม้ให้ อิร้านร้อยพวงมาลัยหน้าหมู่บ้านมันดันตุกติก มาลัยมะลิพวกนิดเดียวเพิ่มราคาอยู่นั่นแหละ 15 แล้ว 20 แล้ว จน 30 ก็แล้ว ถือว่าใกล้เทศกาลวันแม่ก็โก่งราคาเอาเปรียบผู้บริโภค - -" เมืองไทยมันถึงไม่เจริญเสียที โมโหเกิดเต็มแก่แม่เลยชวนไปสำเพ็ง เหมาพวงมาลัยสบู่สวย ๆ มาเป็นกุรุด ไม่เน่า ไม่เหี่ยว แถมถูกกว่าด้วย

เราเริ่มต้นการผจญภัยตามล่าหาอาจารย์ด้วยการหอบถุงมหาพวงมาลัยทะลุไปทางโรงยิมปทุมวัน เจออ.นิรณี อาจารย์คุมทีมปิงปอง เป็นคนแรก อ.นิเป็นอาจารย์ท่านแรกที่เราสนิทด้วยตั้งแต่ม.1 เพราะเราเข้าโรงเรียนมาก็เข้าทีมปิงปองเลย แล้วก็ไปที่ตึก 4 กับตึก 5 เพื่อนำพวงมาลัยไปกราบอาจารย์ที่เคยสอนเรา เดินวนไปวนมา 4-5 ชั้นเพราะสองตึกนี้มีทางเชื่อมติดกัน ไถลแวะคุยกับรุ่นน้องบางคนที่รู้จักบ้าง พอเพลงขึ้นใกล้เวลาเข้าแถวถึงจะเดินมุ่งหน้าไปตึก 1 หน้าโรงเรียน ก็เห็นกลุ่มเพื่อน ๆ ยืนปักหลักรออยูที่เดิมที่เราเคยมานั่งตอนเย็นสมัยอยู่ม.ต้น คุยกันสนุกสนานเฮฮาเหมือนย้อนเวลาไม่มีผิด พิมกำลังโดนเพื่อนรุมล้อ หลังจากที่ได้ทำกรรมล้อเพื่อน ๆ คนอื่นไว้ถึง 3 ปี เราเองเลยดักอยู่ตรงตึก 1 อาจารย์ท่านไหนรู้จักก็เดินนำพวงมาลัยไปไหว้ท่าน

เรารู้สึกดีเล็กน้อยที่ไม่ต้องไปร่วมเข้าแถวกับคนอื่น ๆ ยืนรออยู่ที่ตึก 1 จนเขาให้พวกเด็กที่รับรางวัลเคลื่อนทัพนั่นแหละ ที่จริงที่มาไม่ได้มารับรางวัลทุกคน แต่ก็แฝง ๆ กันเข้ามา ไม่มีใครเช็คใส่ใจ เดินไปที่หอประชุม เสียดายปีนี้ที่ประตูคณะอักษรเขาปิดก่อสร้างอะไรไม่รู้ เลยต้องเดินอ้อมหน้าโรงเรียนไปเข้าหอประชุมอักษรฯจุฬา นั่งรอคิวขึ้นเวที พวกเด็กมหิดลก็ขนทัพกลับมากันหมดด้วย ดีใจจริง ! เหมือนวันรวมรุ่นยังไงก็ไม่รู้ มีพี่ ๆ ที่เข้ามหา'ลัยไปแล้วก็มากัน ระหว่างนั้นเราก็คุย คุย คุย และคุย ราวกับไม่ได้เจอกันมาสักสิบปี เราไปเอาคิวเบอร์ 1 ของเบนมาติดเล่นด้วยล่ะ โรคจิตจริง ๆ แล้วก็เอามาหลอกเพื่อนว่าเราขึ้นรับคนแรก...ฮ่า~ พอเบนรับเสื้อสามารถลงมารอรับรางวัลเรียนดีอีกรอบเราก็ขอเสื้อเขาใส่ถ่ายรูป เหอะ ๆ ที่จริงเราน่าจะขอของการ์ฟิวด้วยนะ ตอนหลังเห็นมิวเอาของฟิวมาใส่ ^ ^

พิธีดำเนินไปตามแบบฉบับที่เราเคยเข้าร่วมมา 2 ครั้ง (ปีที่แล้วเราไม่อยู่แฮะ เสียดายจริง จำได้ว่าไปแข่งวิทย์กับป้าเดือน) พอรับรางวัลกันเสร็จก็ขึ้นไปชั้นบนของหอประชุม มีอาจารย์ท่านหนึ่งคงหมั่นไส้เด็กเตรียมเต็มแก่ ไล่บี้พวกเรามาตั้งแต่ตอนเคลื่อนทัพแล้ว แล้วก็รีบกลับออกมาก่อน ไปซื้อข้าวเที่ยงกินที่ปทุมวัน ที่จริงเราเข้าไปเอาถาดมากินก็ได้ แต่เรามารู้หลังจากอิ่มไปแล้วล่ะ การดักรออาจารย์ที่ตึก 1 เป็นแผนอันแยบยลมากของเรา เพราะอาจารย์ทุกท่านจะต้องเดินกลับมาผ่านทางนั้น เราก็สามารถนำพวงมาลัยไปไหว้ท่านได้ครบทุกคนโดยไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาให้เหนื่อยเหมือนตอนเช้า

ทว่าการที่วิ่งไปวิ่งมา จะเหนื่อยก็เหนื่อยแค่กาย เหงื่อตกเปียกเสื้อเท่านั้น แต่เราอิ่มใจ เหมือนกับมาบอกอาจารย์ว่า หนูไม่ได้ไปไหนไกลเลยนะคะ อย่างอาจารย์สุรางค์ อาจารย์สอนเคมีคนโปรดที่ทำให้ตอนม.2ป้าเดือนนั่งตั้งใจเรียนด้วยเหตุที่ว่าอาจารย์แกหน้าเหมือนทาทา (แต่เหตุผลเราคืออาจารย์แกสอนสุดยอดจริง ๆ นะ ปูพื้นฐานและเป็นแรงบันดาลใจให้เรารักวิชาเคมียิ่งชีพ) เมื่อตอนเรายังอยู่เค้าไม่พูดกับเราเลย แต่เมื่อออกมาแล้ว เค้ากลับเป็นกันเองกับเรามาก ๆ เลยล่ะ ^ ^

เรากะว่าจะกลับไปเรียนตอนหมดคาบ 5 ปรากฏว่าห้อง 445 (ห้องสมัยม.1) นัดเจอกันตอนบ่ายโมงที่ห้องสมุดเพื่อไปกราบอาจารย์สมฤดีกับอาจารย์อุมาภรณ์ เป็นธรรมเนียมที่ห้องเราทำมากันทุกปี คาบ 6 ของเราเป็นคาบดนตรีสากล จะโดดต่ออีกหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง (?) เรากับอุ๋มไปนั่งคอยกันที่ห้องสมุด มีบางคนอย่างพาทิศ นป ธัชก็มาแล้ว เรากับอุ๋มไปเจอหนังสืออนุสสรณ์ของเตรียมปี 2540 ด้วยล่ะ นั่งดูหน้าอาจารย์เตรียมที่ยังอยู่จนปัจจุบันแล้วเปรียบเทียบ before-after 555 พอสักพักตั้มกับแพร เดินเข้ามาแล้วก็ออกไปเพราะ 812 คาบ 6 เป็นฟิสิกส์... ขาดไม่ได้

พิธีของเราเป็นไปอย่างเรียบง่าย ด้วยความที่ไม่ได้เตรียมการกันมา (คือ ปทุมวันพาทิศเค้าเตรียมแหละ แต่เตรียมไม่รู้เรื่อง) เตรียมแต่ใจมา รวมกันได้ครึ่งห้องพอดี 25 คน (ถ้านับตั้มกับแพรก็ +2 กับเด็ก 526 ที่ไม่ใช่ 445 อีก 2) จั๊บที่ไปอยู่แคนาดา แต่กลับมาซัมเมอร์ก็มาด้วยนะ น้ำที่เราคิดว่ากลับไปกับพิมแล้วก็โผล่มาเฉยเลย พอถ่ายรูปกันเสร็จอุ๋มกับรีบไป กลับไปเรียนเคมี...เป็นอันโดดไม่ได้เหมือนกันเพราะอาจารย์เช็คชื่อ ที่เหลืออยู่กราบอาจารย์สมฤดีกับอาจารย์แอนพักหนึ่ง แล้วเราก็กลับไปเรียนดนตรีสากล เป็นอันว่าคาบ 7 อ.บัณฑิตย์เข้ามาไม่รู้เรื่องว่าเรากับเพื่อน ๆ อีกนับสิบ ๆ หายไปจากห้องเป็นเวลาเกินครึ่งวัน (ตอนหลังมารู้ว่าพวกผู้ชายกลับมาเรียนอ.ไมตรีแล้วขออนุญาตไปไหว้ครูต่อตอนคาบ 5)

พิธีไหว้ครู....ที่เราเคยเห็นแค่ว่าเป็นวันที่มีการจัดพานเอาไปให้ครู เข้าหอประชุมเย็น ๆ สวดปาเจรา... แล้วก็ไม่ต้องเรียนคาบบ่าย ถ้าเป็นที่ปทุมวันก็มีการคิดประดิษฐ์ของชำร่วยแจกอาจารย์ท่านอื่น ๆ ด้วย

แต่วันนี้...เรารู้ว่า... วันไหว้ครู มีไว้ให้นักเรียน รวมทั้งศิษย์เก่าที่ไม่มีโอกาสจะได้กลับมาใกล้ชิดสนิทสนมกับอาจารย์ผู้นำทางชีวิตเราในช่วงหนึ่ง จับมือเราจูงไปส่งที่อีกฟากของสายธารแห่งการศึกษาที่ยิ่งวันยิ่งไหลเชี่ยวขึ้นทุกที ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมเยียน ร่ำลา กราบขอบพระคุณพระคุณที่สาม กลับมารื้อฟื้นความทรงจำเก่า ๆ ทั้งดีและร้ายที่เราได้จารึกไว้ในอนูอากาศของสถานศึกษาแห่งนั้น

ปีหน้าเราจะกลับไปอีก

Hikaru